ปรากฏการณ์ “ซื้อประกันเท่าที่จำเป็น” ในตลาดประกันชีวิตไทย ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและ GDP ชะลอตัว

21 August 2026 18

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดประกันชีวิตของไทย ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ความตระหนักรู้ด้านการบริหารและโอนย้ายความเสี่ยงของผู้บริโภคไม่ได้ลดลง หากแต่กำลังซื้อและสภาพคล่องที่ตึงตัวได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเข้าสู่ยุคซื้อประกันเท่าที่จำเป็นอย่างเต็มรูปแบบ

Key Takeaway

  • คนไทยไม่ได้หยุดซื้อประกัน แต่เปลี่ยนมา “ซื้อประกันเท่าที่จำเป็น” มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มครองพื้นฐานและประกันภัยสุขภาพ พร้อมรักษาสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน 
  • ตลาดประกันชีวิตไทยครึ่งปีแรก พ.ศ. 2569 ยังเติบโต 4.57% มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 341,523 ล้านบาท โดยเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปเติบโต 6.94% และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 84%
  • ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงินก้อนมากขึ้น เห็นได้จากเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว ลดลง 19.54% ขณะที่ความคุ้มครองเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพและสัญญาหลักยังได้รับความสำคัญ
  • นายหน้าประกันชีวิตควรปรับบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน เพื่อช่วยออกแบบความคุ้มครองที่ตรงจุดและคุ้มค่างบประมาณ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้น “ซื้อประกันเท่าที่จำเป็น”

ตลาดประกันชีวิต สัญญาหลักและสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพยังเติบโต สะท้อนวินัยการรักษาความคุ้มครองพื้นฐานซื้อประกันเท่าที่จำเป็น 

สำหรับภาพรวมตลาดประกันชีวิต สถิติจากสมาคมประกันชีวิตไทย (ม.ค. – มิ.ย. 25691 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568) สะท้อนว่าสัญญาหลักและสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคซื้อประกันเท่าที่จำเป็น

  1. เบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโต ตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 341,523 ล้านบาท (+4.57%) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) สูงถึง 247,783 ล้านบาท (+6.94%) คิดเป็นสัดส่วน 72.55% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด พร้อมอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 84% สะท้อนถึงวินัยทางการเงินของผู้บริโภคที่ยังคงรักษาความคุ้มครองไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว และเลือกซื้อประกันเท่าที่จำเป็น
  1. เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Premium) มีมูลค่ารวม 93,740 ล้านบาท (-1.22%) คิดเป็นสัดส่วน 27.45% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม โดยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของการซื้อประกัน ดังนี้
    • เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) เติบโตโดดเด่น มีมูลค่า 68,012 ล้านบาท (+8.10%) คิดเป็นสัดส่วน 19.91% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม โดยมีแรงผลักดันสำคัญมาจากสัญญาประกันภัยหลัก รวมถึงสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ท่ามกลางกระแสการเข้าสู่สังคมสูงวัยและความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล
    • เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (Single Premium) ชะลอตัวลง มีมูลค่า 25,728 ล้านบาท (-19.54%) ส่งผลให้สัดส่วนลดลงเหลือเพียง 7.54% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม สะท้อนพฤติกรรมระมัดระวังทางการเงินของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีเงินก้อนที่ต้องการรักษาสภาพคล่อง ตลอดจนพนักงานประจำที่กังวลเรื่องการเลิกจ้าง และฟรีแลนซ์ที่เผชิญความไม่แน่นอนของงานจ้าง จึงเลือกเก็บเงินสดสำรองไว้รองรับเหตุฉุกเฉิน แทนการนำเงินก้อนไปล็อกไว้ในสัญญาระยะกลาง-ยาว

เศรษฐกิจโตชะลอตัวกับพฤติกรรมการเลือกซื้อประกันเท่าที่จำเป็น 

เมื่อนำตัวเลขจากตลาดประกันชีวิตมาพิจารณาควบคู่กับภาพรวมเศรษฐกิจไทย3 จะเห็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน ดังนี้

  1. เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลง เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ และความกังวลเรื่องความมั่นคงทางการเงิน
  2. การจัดลำดับความจำเป็นในการซื้อประกันชีวิต เมื่อเงินในกระเป๋าตึงตัว ผู้บริโภคไม่ได้เลิกทำประกันชีวิต แต่เปลี่ยนมาเลือกซื้อและจัดสรรเงินอย่างรัดกุม โดยสะท้อนผ่าน 2 พฤติกรรมที่ชัดเจน ดังนี้
    • การรักษาความคุ้มครองสุขภาพที่จำเป็น ผู้บริโภคยังคงยอมจ่ายเบี้ยประกันภัยรายปีต่อเนื่อง เพราะมองว่าเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ไม่สามารถตัดทิ้งได้ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาลก้อนโตในอนาคต 
    • การชะลอการจัดสรรเงินก้อนใหญ่ สอดคล้องกับทิศทางของกลุ่มเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (Single Premium) ข้างต้น ที่ผู้บริโภคเลือกชะลอจังหวะการนำเงินก้อนใหญ่มาผูกพันในสัญญาประกันชีวิตไว้ก่อน เพื่อคงความยืดหยุ่นทางการเงินและรอดูทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

เจาะลึก 5 อันดับผู้นำและทิศทางการเติบโตในตลาดประกันชีวิตล่าสุด

เมื่อเจาะลึกการเติบโตของตลาดประกันชีวิตไทยครึ่งปีแรกของปี 2569 ข้อมูลสถิติจากสมาคมประกันชีวิตไทย2 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สะท้อนความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาดประกันชีวิต ดังนี้

  1. การกระจุกตัวสูงในกลุ่มผู้นำ Top 5 บริษัทประกันชีวิต 5 อันดับแรกครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบ 70% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด (341,523 ล้านบาท) นำโดย
    อันดับ 1 บริษัท เอไอเอ จำกัด มีส่วนแบ่งตลาด 27.13%
    อันดับ 2 บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  มีส่วนแบ่งตลาด 13.81%
    อันดับ 3 บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีส่วนแบ่งตลาด 10.81%
    อันดับ 4 บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีส่วนแบ่งตลาด 10.08%
    อันดับ 5 บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีส่วนแบ่งตลาด 7.35%
    สะท้อนว่าในภาวะที่ผู้บริโภควางแผนด้านการเงินอย่างรอบคอบ ยังคงให้ความไว้วางใจสูงสุดแก่ช่องทางที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันชีวิต ความครอบคลุมของเครือข่ายตัวแทนประกันชีวิต หรือความเป็นกลางของนายหน้าประกันชีวิต ผู้ทำหน้าที่จัดการเปรียบเทียบและคัดสรรแผนความคุ้มครอง ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นกลางและโปร่งใส
  2. แรงหนุนจากเทรนด์สุขภาพและสังคมสูงวัย แม้เศรษฐกิจโลกและในประเทศยังคงเปราะบาง แต่ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเตรียมพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพและการประกันโรคร้ายแรง รวมถึงกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ กลายเป็นความคุ้มครองพื้นฐานที่จำเป็นที่สร้างการเติบโตต่อเนื่อง
  3. การปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของภาคธุรกิจ บริษัทประกันชีวิตหันมาโฟกัสผลิตภัณฑ์ที่เน้นความคุ้มครองแท้จริง ควบคู่กับการพัฒนาแบบประกันภัยสุขภาพให้มีความหลากหลายและประกันบำนาญที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มครองตรงจุด คุ้มค่า และสอดคล้องกับงบประมาณในแต่ละช่วงวัย

ภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

จากสถิติของตลาดประกันชีวิตสะท้อนให้เห็นว่า สภาวะทางเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ ‘ตัวเลขการเติบโตของเบี้ยประกันภัย’ แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ความคุ้มค่าทางการเงิน ดังนั้น การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ “ซื้อประกันเท่าที่จำเป็น” จึงเป็นโอกาสสำคัญของนายหน้าประกันชีวิตในการพิสูจน์บทบาทที่ปรึกษาด้านการเงิน ที่ไม่ใช่เพียงแค่คนขายประกัน โดยการให้คำแนะนำที่จริงใจ คัดสรรความคุ้มครองเฉพาะภัยและสวัสดิภาพที่จำเป็น เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองที่ตรงจุดและคุ้มค่ากับงบประมาณอย่างแท้จริง  

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “การซื้อประกันเท่าที่จำเป็น” และตลาดประกันชีวิตไทย ปี 2569

Q: ทำไมคนไทยจึงมีแนวโน้มซื้อประกันเท่าที่จำเป็นมากขึ้น?
A: ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลง ค่าครองชีพสูง และความไม่แน่นอนด้านรายได้ ทำให้ผู้บริโภคจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยเลิกซื้อประกัน โดยยังคงให้ความสำคัญกับความคุ้มครองพื้นฐานและประกันภัยสุขภาพ

Q: ตลาดประกันชีวิตไทยครึ่งปีแรก 2569 เติบโตหรือไม่?
A: ตลาดประกันชีวิตไทยช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 341,523 ล้านบาท เติบโต 4.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) เติบโต 6.94% สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากยังคงรักษากรมธรรม์เดิมอย่างต่อเนื่อง

Q: บริษัทประกันชีวิตใดมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในปี 2569?
A: ครึ่งปีแรก พ.ศ. 2569 บริษัทประกันชีวิตที่มียอดขายอันดับ 1 คือ เอไอเอ มีส่วนแบ่งตลาด 27.13% อันดับ 2 เอฟดับบลิวดี มีส่วนแบ่งตลาด 13.81% อันดับ 3 เมืองไทยประกันชีวิต มีส่วนแบ่งตลาด 10.81% อันดับ 4 ไทยประกันชีวิต มีส่วนแบ่งตลาด 10.08% และอันดับ 5 กรุงไทย-แอกซ่า มีส่วนแบ่งตลาด 7.35% (ข้อมูลสถิติจากสมาคมประกันชีวิตไทย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1สมาคมประกันชีวิตไทย. (2569). สมาคมประกันชีวิตไทย เรื่องชี้ธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 ยังเติบโตตามเป้าหมาย เทรนด์ดูแลสุขภาพ–สังคมสูงวัย หนุนความต้องการประกันชีวิต แม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569  แหล่งที่มา
2สมาคมประกันชีวิตไทย. (2569). รายงานสถิติธุรกิจประกันชีวิตรายใหม่ มิ.ย.2569 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 แหล่งที่มา
3บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด. (2569). สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 แหล่งที่มา

บทความโดย คุณอารียา ตันตสุรฤกษ์  
(ที่ปรึกษา บริษัท ศรีกรุงโบรคเกอร์ จำกัด)